มารู้จัก Carbondioxide ในเบียร์ เพิ่มขึ้นกันเถอะ

Carbondioxide ในเบียร์ เป็นก๊าซที่ผลิตขึ้นจากยีสต์ในช่วงการหมัก และสามารถสร้าง “ความซ่า” โดยหลัก ๆ แล้ว ยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลในเวิร์ท (wort) เป็นแอลกอฮอล์ และ คาร์บอนไดออกไซด์

เราจะเรียก Carbondioxide สั้นๆในบทความนี้ว่า Co2 นะคะ

Co2 ส่วนเกิน จะถูกเก็บ หรือ ปล่อยออก และใช้ในภายหลังเพื่อเพิ่มระดับของ Co2 ในเบียร์ที่หมักเสร็จแล้ว  หลักการเดียวกันนี้ ก็ใช้ในการ Priming เบียร์ตอนบรรจุขวด โดยการเติมน้ำตาลเพิ่มเข้าไปเล็กน้อย เพื่อให้มีการหมักอีกครั้ง และสร้าง Co2 ขึ้นมา ทำให้เบียร์ดังกล่าว มีตะกอนก้นขวดเกิดขึ้น ซึ่งต่างกับการบรรจุลงกระป๋อง หรือ ลง Keg ที่มีการอัด Co2 เพิ่มให้ภายหลัง

Co2 จะสามารถละลายได้ง่าย ๆ ในเบียร์ โดยความสามารถในการละลายจะเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิของน้ำเบียร์ที่ลดลง แปลว่า ยิ่งอุณหภูมิน้ำเบียร์เย็นมากเท่าไหร่ Co2 จะละลายง่ายมากขึ้นนั่นเอง

ปริมาณ CO2 ในเบียร์มักจะแสดงในรูปของปริมาตรของก๊าซที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐานต่อปริมาตรของเบียร์ หรือเป็นกรัมของ CO2 ต่อเบียร์หนึ่งลิตร ตามการประมาณ CO2 หนึ่งปริมาตรเทียบเท่ากับ CO2 สองกรัมต่อลิตร เบียร์ที่ปรับอากาศในถังมีระดับ CO2 ประมาณ 1.2 vols ในขณะที่เบียร์ keg โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2–2.6 vols และเบียร์บรรจุขวดและเบียร์กระป๋องจะสูงกว่าเล็กน้อย

Carbondioxide ในเบียร์ ใช้เท่าไร?

เบียร์ทั่วไปที่เราดื่มกัน จะใช้ Co2 ปริมาณ 5 กรัม/ลิตร ดังนั้น ถ้าเบียร์ 20 ลิตร Co2 ที่เราจะใช้กันคือประมาณ 90 กรัม

การอัด Co2 ที่ 50F (10C) ที่ 10psi จะใช้ Co2 อยู่ที่ประมาณ 25 กรัม/5 แกลลอน
(.01903m3 * 68947N/m2 / 188.9J/kgK / 283K=.0245kg)

ดังนั้น ถ้าเราเหมารวม  Co2 ในท่อและสายด้วย เราจะใช้ Co2 ประมาณ 150 กรัม/เบียร์ 18.9 ลิตร  ดังนั้น ถ้าเรามี ถังแก็สขนาด 5 ปอนด์ หรือ 2.26 kg เราก็จะสามารถใช้ แก็สในถังนี้เพื่อ carbonate และ จ่ายเบียร์ได้ประมาณ 15 ถังค่ะ

แต่ถ้านับการใช้งานจริง ๆ ที่เราต้องใช้อย่างอื่นด้วย ทั้งการไล่อากาศในถัง ย้ายถัง การบรรจุขวดด้วย ทำให้เอาเข้าจริงๆ อาจใช้ได้แค่ประมาณ  6-8 ถังเท่านั้น ซึ่งไม่นับไปถึงการรั่ว การซึมของระบบ หรือ การถอดเข้า ถอดออกสายบ่อย ๆ ด้วยค่ะ

Happy Brewing!

Credit: American Homebrew Association และ Beer and Brewing Magazine